ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า หัวหมอขู่ฟ้อง! ขั้นตอนรับมือสำหรับเจ้าของ

เจ้าของบ้านเจรจากับผู้เช่ากรณีปัญหาไม่จ่ายค่าเช่าและขู่ฟ้อง
แบนเนอร์โฆษณาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ทำเลทองศักยภาพสูง ระดับ Super VIP บนเว็บไซต์ ksmyhome.com

สรุปประเด็นสำคัญ

  • เทรนด์อสังหาริมทรัพย์ปี 2569: ตลาดเข้าสู่ยุค Generation Rent ผู้บริโภคนิยมเช่ามากกว่าซื้อ โดยเฉพาะที่พักอาศัยราคาเช่าต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน ที่มีความต้องการเติบโตสูงถึง 11%

  • ความเสี่ยงใหม่ของเจ้าของทรัพย์: สัดส่วนผู้เช่าที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับความเปราะบางทางการเงิน ทำให้ ปัญหาผู้เช่าขาดสภาพคล่อง และค้างชำระเพิ่มสูงขึ้น การคัดกรองผู้เช่าจึงเป็นทักษะภาคบังคับ

  • รับมือ 4 คำขู่ยอดฮิตด้วยกฎหมาย: รู้ทันข้อกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อพลิกเกมรับมือ ผู้เช่าหัวหมอ โดยไม่ตกเป็นผู้ทำผิดกฎหมาย (เช่น ข้อหาบุกรุก หรือ พ.ร.บ. ทวงถามหนี้) เสียเอง

  • 4 สเต็ปแก้ปัญหาอย่างมืออาชีพ: จัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่การรวบรวมหลักฐานดิจิทัล ส่ง หนังสือบอกกล่าวทวงถาม เจรจาทำข้อตกลงย้ายออก ไปจนถึงกระบวนการ ฟ้องขับไล่

ปัญหาหนักใจอันดับต้นๆ ของนักลงทุนและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ คือการเผชิญกับสถานการณ์ที่ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า ซ้ำร้ายยังใช้เล่ห์เหลี่ยมทางกฎหมายมาข่มขู่กลับ โดยเฉพาะในปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้บริโภคยุคใหม่เน้น “การเช่า” มากกว่า “การซื้อ” จนเกิดเป็นเทรนด์ Generation Rent ที่เติบโตสวนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะที่พักอาศัยราคาเช่าต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน ที่มีความต้องการเติบโตสูงถึง 11% สาเหตุหลักมาจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงและเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ทำให้ความสามารถในการผ่อนชำระลดลง

จากการที่สัดส่วนผู้เช่าในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่สภาพคล่องทางการเงินของกลุ่มผู้เช่า (โดยเฉพาะรายได้ระดับกลาง-ล่าง) มีความเปราะบาง ทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 มีความเสี่ยงทางสถิติสูงขึ้นที่จะเผชิญปัญหา “ผู้เช่าขาดสภาพคล่องและค้างชำระค่าเช่า” การคัดกรองผู้เช่าตั้งแต่เนิ่นๆ และการเตรียมพร้อมรับมือทางกฎหมายจึงกลายเป็นทักษะภาคบังคับของนักลงทุนยุคนี้

การรับมือกับผู้เช่ากลุ่มนี้จำเป็นต้องอาศัยความเยือกเย็นและความเข้าใจในข้อกฎหมายอย่างถ่องแท้ เพื่อไม่ให้เจ้าของทรัพย์สินตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบหรือทำผิดกฎหมายเสียเอง บทความนี้จะเจาะลึกเทคนิคและขั้นตอนการรับมืออย่างเป็นระบบ เพื่อปกป้องสิทธิและทรัพย์สินของคุณอย่างมืออาชีพ


ชำแหละ 4 คำขู่ยอดฮิตของผู้เช่าหัวหมอ และข้อกฎหมายที่ใช้ตอกกลับ!

ผู้เช่าที่มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินมักมีวาทศิลป์ในการข่มขู่ เพื่อให้เจ้าของบ้านเกิดความกลัวและยอมถอย ลองมาดูข้อเปรียบเทียบระหว่างคำขู่และความจริงทางกฎหมายกัน

คำขู่ของผู้เช่า ความจริงทางกฎหมาย
“ถ้ามาทวงจุกจิก จะฟ้องพระราชบัญญัติทวงถามหนี้!” พ.ร.บ. ทวงถามหนี้ใช้บังคับกับ “ผู้ทวงถามหนี้” เท่านั้น เจ้าของบ้านที่ปล่อยเช่ารายย่อย (เช่น 1-2 หน่วย) ที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจเป็นปกติธุระ ไม่อยู่ในบังคับกฎหมายนี้
“สัญญาเช่าหมดอายุแล้ว คุณไม่มีสิทธิไล่!” ถือเป็นสัญญาเช่าแบบไม่มีกำหนดเวลา เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกได้โดยบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าเช่า แต่ไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้ากว่า 2 เดือน
“จะไปร้องเรียน สคบ. ว่าสัญญาเช่าเอาเปรียบ” สคบ. ควบคุมเฉพาะธุรกิจที่ให้เช่าตั้งแต่ 5 หน่วยขึ้นไป และควบคุมเฉพาะเรื่องข้อสัญญาและหลักฐานการรับเงินเท่านั้น
“ถ้ามาป้วนเปี้ยนหน้าห้อง จะแจ้งจับข้อหาบุกรุก!” ถูกต้อง หากเข้าไปในพื้นที่เช่าโดยพลการอาจเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 362 และ 364 ต้องใช้กระบวนการทางศาลฟ้องขับไล่เท่านั้น

คำขู่ที่ 1: “ถ้ามาทวงจุกจิก จะฟ้อง พ.ร.บ. ทวงถามหนี้!”

หลายครั้งที่ผู้เช่าอ้างกฎหมายทวงถามหนี้มาเป็นเกราะกำบัง ความจริงคือ เจ้าของบ้านรายย่อยที่ปล่อยเช่าเพียงไม่กี่หน่วยและมิได้ประกอบธุรกิจเป็นปกติธุระ มิใช่ “ผู้ทวงถามหนี้” ตามกฎหมายทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จึงไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายนี้ ข้อจำกัดเรื่องเวลาและจำนวนครั้งจึงไม่ผูกพันเจ้าของบ้านรายย่อย

อย่างไรก็ตาม หากคุณปล่อยเช่าตั้งแต่ 5 หน่วยขึ้นไปเป็นธุรกิจ จะเข้าข่ายผู้ทวงถามหนี้ ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คือติดต่อได้เพียงไม่เกิน 1 ครั้งต่อวัน และต้องอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 08.00 – 20.00 น. และวันหยุดราชการ 08.00 – 18.00 น. การใช้ถ้อยคำต้องสุภาพ ห้ามประจาน ข่มขู่ หรือใช้ความรุนแรงโดยเด็ดขาด และห้ามใช้กำลังเข้ายึดพื้นที่หรือขนย้ายสิ่งของด้วยตนเอง ต้องดำเนินการทางศาล

คำขู่ที่ 2: “สัญญาเช่าหมดอายุแล้ว หรือ ไม่มีสัญญาเช่า คุณไม่มีสิทธิไล่!”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 หากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแต่ผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินอยู่ และเจ้าของบ้านไม่ได้ทักท้วง กฎหมายจะถือว่าเป็นการเกิด “สัญญาเช่าแบบไม่มีกำหนดเวลา” ซึ่งเจ้าของบ้านไม่สามารถไปล็อกห้องหรือขนย้ายสิ่งของได้ทันที แต่มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าได้

โดยต้องทำหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าให้ผู้เช่าทราบอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าเช่า แต่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่า 2 เดือน (ตามมาตรา 566) ประกอบกับกรณีผู้เช่าค้างชำระค่าเช่า มาตรา 560 วรรคสอง ระบุให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้เมื่อบอกกล่าวให้ชำระหนี้ภายในเวลาไม่น้อยกว่า 15 วันแล้วผู้เช่าไม่ชำระ เมื่อครบกำหนดแล้วไม่ย้ายออก จึงจะมีสิทธิดำเนินคดีฟ้องขับไล่ตามกฎหมาย

คำขู่ที่ 3: “จะไปร้องเรียน สคบ. ว่าสัญญาเช่าเอาเปรียบผู้บริโภค”

ไม่ใช่เจ้าของบ้านทุกรายที่จะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. แบบเต็มรูปแบบ เจ้าของบ้านต้องตรวจสอบเงื่อนไขของตนเองก่อนว่าเข้าข่าย “ธุรกิจควบคุมสัญญา” หรือไม่ โดยมีจุดสังเกตดังนี้:

  • ปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยตั้งแต่ 5 หน่วยขึ้นไป (ไม่ว่าจะอยู่ในอาคารเดียวกันหรือต่างอาคาร)

  • ทำเป็นธุรกิจอย่างเป็นทางการ และประกาศดังกล่าวควบคุมเฉพาะเรื่องข้อสัญญา (เช่น ห้ามริบเงินประกัน ห้ามเรียกค่าเช่าล่วงหน้าเกิน 1 เดือน) และหลักฐานการรับเงินเท่านั้น หากคุณมีบ้านเช่าหรือคอนโดมิเนียมปล่อยเช่าเพียง 1 หรือ 2 แห่ง คุณจะไม่เข้าข่ายข้อบังคับเข้มงวดของ สคบ. (แต่ยังคงต้องอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทั่วไป)

คำขู่ที่ 4: “ถ้ามาป้วนเปี้ยนหน้าห้อง จะโทรเรียกตำรวจมาจับข้อหาบุกรุก!”

นี่คือจุดที่เจ้าของบ้านพลาดพลั้งมากที่สุด การเข้าไปในพื้นที่เช่า ล็อกกุญแจ หรือตัดน้ำตัดไฟโดยพลการ อาจเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 362 (รบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์) หรือมาตรา 364 (เข้าเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันสมควร) และอาจทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 ซึ่งศาลฎีกาที่ 399/2525 วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า แม้ผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า ผู้ให้เช่าต้องนำสำนวนฟ้องต่อศาล มิอาจใช้กำลังเข้าดำเนินการใดๆ ในที่เช่าโดยพลการ แม้คุณจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ตาม เพราะกฎหมายบุกรุกคุ้มครองสิทธิครอบครองของผู้เช่า

การจำลองสถานการณ์: หากคุณไปทวงถามที่หน้าห้องแล้วผู้เช่าเรียกตำรวจมา ให้คุณแสดงตัวอย่างสงบ แจ้งเจ้าพนักงานว่าคุณคือเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง และมาเพื่อเจรจาทวงถามสิทธิรายได้ตามสัญญาแพ่ง ไม่ได้มีเจตนาประทุษร้ายหรือบุกรุกเข้าไปในเคหสถาน ตำรวจมักจะไกล่เกลี่ยให้เป็นคดีแพ่ง แต่คุณต้องถอยออกมาก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจบานปลาย


4 สเต็ปแก้เกมกฎหมาย ปิดรอยรั่วไม่ให้เจ้าของบ้านตกเป็น “ผู้ต้องหา”

เมื่อการเจรจาเริ่มส่อแวววุ่นวาย การทำงานอย่างเป็นระบบขั้นตอนจะช่วยปกป้องคุณจากการทำผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ

ขั้นตอนที่ 1: แช่แข็งอารมณ์ และเก็บ “หลักฐานดิจิทัล” ให้ครบถ้วน

กฎข้อแรกคือห้ามใช้อารมณ์เด็ดขาด ให้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สัญญาเช่า สลิปการโอนเงินที่ผ่านมา และที่สำคัญที่สุดคือ ประวัติการแชทพูดคุย ผ่านแอปพลิเคชันอย่างไลน์หรือกล่องข้อความ การแคปหน้าจอต้องเห็นชื่อผู้ติดต่อ วันที่ และเวลาที่ชัดเจน

ข้อควรระวัง: ห้ามนำรูปโปรไฟล์ แชท หรือข้อมูลส่วนตัวของผู้เช่าไปโพสต์ประจานลงในสื่อสังคมออนไลน์โดยเด็ดขาด เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้ได้เงินคืนแล้ว ยังอาจทำให้คุณโดนฟ้องกลับในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นคดีอาญาที่มีโทษรุนแรง

ขั้นตอนที่ 2: ใช้ “หนังสือทวงถาม” เป็นตัวแทนการปะทะ

แทนที่จะไปยืนเถียงหน้าห้อง ให้เปลี่ยนมาใช้วิธีส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม หรือที่เรียกกันติดปากว่า หนังสือโนติส ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อให้มีหลักฐานว่าผู้เช่าได้รับเอกสารแล้วอย่างเป็นทางการ

โครงร่างตัวอย่างหนังสือบอกกล่าวทวงถาม (นำไปปรับใช้ได้ทันที)

วันที่: [ระบุวันที่]

เรื่อง: ขอให้ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ และบอกเลิกสัญญาเช่า

เรียน: [ชื่อ-นามสกุล ผู้เช่า]

ตามที่ท่านได้ทำสัญญาเช่า [ระบุประเภททรัพย์สิน เช่น บ้าน/ห้องชุด เลขที่…] กับข้าพเจ้า เมื่อวันที่ [ระบุวันที่ในสัญญา] ในอัตราค่าเช่าเดือนละ [ระบุจำนวนเงิน] บาท นั้น

บัดนี้ ปรากฏว่าท่านได้ค้างชำระค่าเช่าประจำเดือน [ระบุเดือนที่ค้าง] เป็นเงินทั้งสิ้น [ระบุยอดรวม] บาท

ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ หากท่านเพิกเฉย ข้าพเจ้ามีความจำเป็นต้องขอบอกเลิกสัญญาเช่า และขอให้ท่านขนย้ายทรัพย์สินออกไปภายในกำหนดเวลาดังกล่าว พร้อมทั้งจะดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

(ลงชื่อ) …………………………………. เจ้าของทรัพย์สิน

ขั้นตอนที่ 3: ชิงความได้เปรียบด้วย “บันทึกข้อตกลง ยินยอมย้ายออก”

ในบางกรณี การยอมเจ็บแต่จบอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุน การเสนอทำบันทึกข้อตกลง หรือ เอ็มโอยู เพื่อยกเลิกสัญญาและให้ผู้เช่าย้ายออก แลกกับการไม่ดำเนินคดีหรือยกเว้นค่าเช่าบางส่วน มีข้อดีดังนี้:

  • ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย: ไม่ต้องเสียเวลาหลายเดือนถึงหลายปีในการฟ้องศาล

  • ได้ทรัพย์สินคืนสภาพเดิมรวดเร็ว: ทำให้คุณสามารถนำห้องไปปรับปรุงและปล่อยเช่ารับรายได้จากผู้เช่ารายใหม่ได้ทันที

  • มีผลผูกพันทางกฎหมายชัดเจน: หากผู้เช่าผิดข้อตกลงใน เอ็มโอยู ศาลจะพิจารณาได้รวดเร็วขึ้นมากเพราะถือว่ามีข้อตกลงยินยอมยอมรับสภาพหนี้แล้ว

ขั้นตอนที่ 4: หากต้องแตกหัก! เตรียมตัว “ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย”

หากทุกทางเลือกมาถึงทางตัน การพึ่งพาอำนาจศาลคือสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำ ขั้นตอนนี้ควรปรึกษาทนายความเพื่อทำการฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย โดยต้องพิจารณาเกณฑ์คดีมโนสาเร่ให้ชัดเจน ซึ่งแยกเป็นสองกรณี คือ

1. กรณีเรียกค่าเสียหายเป็นเงินต้องไม่เกิน 300,000 บาท

2. กรณีคดีฟ้องขับไล่ ค่าเช่าต้องไม่เกินเดือนละ 30,000 บาท

กล่าวคือ หากค่าเช่าเกิน 30,000 บาท คดีขับไล่จะไม่เป็นคดีมโนสาเร่ แม้ค่าเสียหายจะไม่เกิน 300,000 บาทก็ตาม

ศาลจะนัดไกล่เกลี่ยก่อน หากตกลงไม่ได้จึงจะเข้าสู่กระบวนการสืบพยานและมีคำพิพากษาขับไล่ต่อไป กระบวนการนี้อาจใช้เวลาตั้งแต่ 3 ถึง 6 เดือนขึ้นอยู่กับปริมาณคดีของศาลในพื้นที่นั้นๆ


แจกฟรี! สคริปต์เจรจาเมื่อต้องคุยกับผู้เช่าที่กำลังหัวร้อน

การสื่อสารคือศิลปะชั้นสูงในการคลี่คลายปัญหา การเลือกใช้คำพูดที่แสดงถึงความหนักแน่นแต่ไม่ก้าวร้าว จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการถูกแจ้งความกลับ

สถานการณ์: โทรศัพท์เจรจาเมื่อผู้เช่าเริ่มโวยวายและอ้างกฎหมาย

  • ประโยคที่ห้ามพูดเด็ดขาด: “ถ้าพรุ่งนี้ไม่จ่าย ผมจะไปล็อกห้องแล้วขนของออกให้หมด! อย่ามาหัวหมอนะ ไปฟ้องเลยผมไม่กลัว!” (เป็นคำขู่ที่นำไปสู่ข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์)

  • ประโยคที่ควรพูด: “ทางเราเข้าใจความลำบากของคุณนะครับ แต่ตามสัญญาเช่าที่ตกลงกันไว้ ทางเรามีความจำเป็นต้องขอเก็บค่าเช่าตามกำหนด หากไม่สะดวกจริงๆ เรามาหาทางออกร่วมกันไหมครับ ว่าจะจัดการยอดนี้อย่างไรได้บ้างภายในสัปดาห์นี้ เพื่อไม่ให้ผิดสัญญาจนต้องเข้าสู่ขั้นตอนของฝ่ายกฎหมาย”

สถานการณ์: เมื่อผู้เช่าบอกว่าไม่มีเงินและไม่ย้ายออก

  • ประโยคที่ห้ามพูดเด็ดขาด: “หน้าด้านจริงๆ อยู่ฟรีมาสองเดือนแล้ว ออกไปเดี๋ยวนี้!” (เสี่ยงหมิ่นประมาท)

  • ประโยคที่ควรพูด: “ถ้าภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ตึงเกินไป ผมแนะนำว่าเพื่อไม่ให้หนี้พอกพูนจนเป็นคดีความ คุณสามารถเคลียร์ของย้ายออกภายในสิ้นเดือนนี้ได้นะครับ ส่วนยอดคงค้างเราค่อยมาทำบันทึกตกลงผ่อนชำระกัน แบบนี้จะปลอดภัยกับประวัติของคุณมากกว่าครับ”


คำถามกฎหมายเชิงลึก (ที่คนมักเข้าใจผิด) เมื่อเจอผู้เช่าหัวหมอ

ถ่ายคลิปวิดีโอตอนไปทวงค่าเช่า ผิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือไม่?

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีข้อยกเว้นตามมาตรา 24(5) เรื่อง “ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ดังนั้น เจ้าของบ้านสามารถถ่ายวิดีโอหรือบันทึกเสียงขณะเจรจาได้ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการปกป้องสิทธิของตนเอง ป้องกันการถูกทำร้ายร่างกาย หรือป้องกันการถูกใส่ร้าย แต่มีข้อแม้สำคัญคือ ห้ามนำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ลงสื่อสังคมออนไลน์ หรือส่งต่อให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเด็ดขาด เพราะจะถือเป็นการละเมิดกฎหมายทันที

ถ้าผู้เช่าขู่ฆ่า หรือทำลายข้าวของในห้อง แตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไปอย่างไร?

การไม่จ่ายค่าเช่าเป็นเพียง “คดีแพ่ง” (ผิดสัญญา) แต่หากผู้เช่ามีพฤติกรรมทำลายทรัพย์สินภายในห้องให้ได้รับความเสียหาย จะเข้าข่ายความผิดอาญาข้อหา “ทำให้เสียทรัพย์” ตามมาตรา 358 และหากมีการข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายหรือชีวิต จะเข้าข่ายความผิดอาญาข้อหา “ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวโดยการขู่เข็ญ” ตามมาตรา 392 หรืออาจเข้าข่ายข่มขืนใจผู้อื่น ตามมาตรา 309 ทันที

ในกรณีนี้ เจ้าของบ้านสามารถนำหลักฐานไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีอาญาได้เลย ซึ่งจะมีน้ำหนักและสร้างความกดดันให้ผู้เช่ามากกว่ากระบวนการทางแพ่งเพียงอย่างเดียว


แหล่งอ้างอิงข้อมูล:

  1. พ.ร.บ. ทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 3
  2.  ประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)
  3.  ประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ (จำนวนครั้งการทวงถาม)
  4.  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 189
  5.  พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินในคดีมโนสาเร่ พ.ศ. 2546 มาตรา 3(1) และ 3(2)
  6.  พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24(5)
  7. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566
  8. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570
  9. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 560
  10. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392
  11. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309
  12.  ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561
  13. คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 570
  14.  คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 570 (เพิ่มเติม)
  15. ข้อจำกัดการเรียกเก็บเงินประกันล่วงหน้าตามประกาศ สคบ.
  16. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 (บุกรุก)
  17. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 (เข้าเคหสถาน)
  18. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 (ทำให้เสียทรัพย์)
  19.  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2525
  20. หลักสิทธิครอบครองเหนืออสังหาริมทรัพย์
  21. ข้อยกเว้นการใช้อำนาจกรรมสิทธิ์โดยพลการ
  22. ข้อมูลวิเคราะห์แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2026 จาก The Momentum และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ
  23. ทิศทางธุรกิจที่อยู่อาศัยปี 2569-2571 โดย Krungsri Research
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer) ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน โดย KS MyHome

หากคุณกำลังมองหาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ให้บริการอย่างครบวงจร เราพร้อมเป็นผู้ช่วยในการดูแลการลงทุนของคุณให้เป็นไปอย่างราบรื่น

บริการของเราครอบคลุม:

ทุกบริการที่เกี่ยวข้องกับ นิติกรรม การทำสัญญา และการประเมินราคาทรัพย์ จะได้รับการดูแล แนะนำ และดำเนินการโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและทีมกฎหมายมืออาชีพจาก บริษัทบริหารสินทรัพย์ ในฐานะพันธมิตรโดยตรงของเรา

คุณจึงมั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมผ่าน KS MyHome จะถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส ปลอดภัย และราบรื่นในทุกขั้นตอน

 

ช่องทางการติดต่อ:

  • 📞 โทรศัพท์: 064-169-8979 (คุณเบียร์)

  • 💬 LINE ID: @ksmyhome

  • 📧 Email: info@ksmyhome.com

บทความเกี่ยวข้อง