3 วิธีต่างชาติซื้อที่ดินภูเก็ต อัปเดตกฎหมายล่าสุด 2026

ชาวต่างชาติเซ็นสัญญาซื้อขายวิลล่าหรูวิวทะเลภูเก็ต
แบนเนอร์โฆษณาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ทำเลทองศักยภาพสูง ระดับ Super VIP บนเว็บไซต์ ksmyhome.com

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตปี 2569 เติบโตพุ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ด้วยมูลค่ารอการขายกว่า 194,545 ล้านบาท และสัดส่วนผู้ซื้อชาวต่างชาติสูงถึง 67%

  • การครอบครอง ที่ดินภูเก็ต ผ่านสิทธิการเช่าระยะยาว (Leasehold) ยังคงมีระยะเวลาตามกฎหมายสูงสุดที่ 30 ปี (ไม่อนุมัติ 99 ปีตามที่มีกระแสข่าว)

  • ปรับเงื่อนไขใหม่ปี 2569 การลงทุน 40,000,000 บาท เพื่อสิทธิซื้อที่ดิน 1 ไร่ บังคับต้องดำรงเงินลงทุนไว้ในระบบไม่น้อยกว่า 5 ปี

  • ภาครัฐเพิ่มความเด็ดขาดในการกวาดล้าง “นอมินี” พร้อมบังคับใช้ระเบียบการเนรเทศ พ.ศ. 2569 ควบคู่กับโทษทางอาญา

(อัปเดตข้อมูลล่าสุด: ตุลาคม 2569)

การลงทุนใน ที่ดินภูเก็ต ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของนักลงทุนและชาวต่างชาติทั่วโลกที่ต้องการบ้านพักตากอากาศหรือสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาว สถิติล่าสุดในปี 2569 ตลาดคอนโดมิเนียมและอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมีการเปิดตัวโครงการใหม่พุ่งสูงถึง 44.8% โดยมียอดขายเติบโตกว่า 45% และที่สำคัญคือ “ชาวต่างชาติครองสัดส่วนผู้ซื้อสูงถึง 67%” โดยเฉพาะทำเลบางเทาและเชิงทะเล อีกทั้งยังมีข้อมูลระบุว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากกรุงเทพมหานคร ด้วยมูลค่ารอการขายกว่า 194,545 ล้านบาท ทว่าตามประมวลกฎหมายที่ดินของประเทศไทย กฎหมายไม่อนุญาตให้บุคคลต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้โดยตรง ข้อจำกัดนี้มักสร้างความกังวลใจให้กับผู้ซื้อที่ต้องการความมั่นคงปลอดภัยในการลงทุน

อย่างไรก็ตาม ระบบกฎหมายไทยได้เปิดช่องทางที่ถูกต้อง โปร่งใส และรัดกุม เพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถครอบครองและใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างถูกกฎหมาย บทความนี้จะเจาะลึกทุกเงื่อนไขทางกฎหมาย เพื่อให้ผู้ซื้อและนักลงทุนสามารถวางแผนการครอบครองที่ดินในจังหวัดภูเก็ตได้อย่างปลอดภัย ไร้ความเสี่ยง และเกิดประโยชน์สูงสุด


“กำลังมองหาที่ดินโซนนี้อยู่ใช่ไหม? คลิกดูรายการทรัพย์แนะนำในภูเก็ต”


3 วิธีถูกกฎหมายในการถือครอง ที่ดินภูเก็ต สำหรับชาวต่างชาติ

การเลือกรูปแบบการถือครองที่ดินที่เหมาะสม จะช่วยปกป้องเงินลงทุนและสิทธิประโยชน์ของผู้ซื้อได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมี 3 แนวทางหลักที่ได้รับการยอมรับและถูกต้องตามกฎหมายดังนี้

1. การจดทะเบียนสิทธิการเช่าระยะยาว (ลีสโฮลด์) 30 ปี

การจดทะเบียนสิทธิการเช่า หรือ ลีสโฮลด์ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและมีความปลอดภัยทางกฎหมายสูงที่สุดสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการอยู่อาศัยในภูเก็ต

  • ความมั่นคงทางกฎหมายสูงสุด: การเช่าที่ดินที่มีระยะเวลาเกิน 3 ปีขึ้นไป จะต้องนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน ซึ่งกฎหมายไทยอนุญาตให้จดทะเบียนเช่าได้สูงสุด 30 ปี เมื่อจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว สิทธิการเช่านี้จะถูกบันทึกไว้ด้านหลังโฉนดที่ดินอย่างชัดเจน ทำให้ผู้เช่ามีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ตามกฎหมายทุกประการ ไม่ว่าเจ้าของที่ดินจะเปลี่ยนมือไปสู่บุคคลใดก็ตาม

  • การต่ออายุสัญญาและข้อได้เปรียบ: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 540 ห้ามเช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 30 ปี การทำข้อตกลงต่ออายุสัญญาออกไปอีก 30 ปี จะผูกพันคู่สัญญาและบังคับได้จริงตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ก็ต่อเมื่อมีลักษณะเป็น “สัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา” เช่น ผู้เช่ามีการลงทุนก่อสร้างหรือพัฒนาที่ดินอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการระบุให้ต่ออายุสัญญาเช่าธรรมดาล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ

  • สิทธิในการเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง: แม้ชาวต่างชาติจะเช่าที่ดิน แต่สามารถขออนุญาตก่อสร้างและถือกรรมสิทธิ์ในตัวบ้านหรือวิลล่าที่ปลูกสร้างบนที่ดินนั้นในชื่อของตนเองได้ 100%

  • สถานะปัจจุบันของ Leasehold: แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีกระแสข่าวและข้อเสนอทางการเมืองเรื่องการขยายเวลาให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี แต่สถานะทางกฎหมายปัจจุบัน (อัปเดต 2569) สิทธิการเช่าเพื่อที่อยู่อาศัยยังคงทำได้สูงสุดที่ 30 ปีเท่านั้น (และสามารถทำสัญญาตกลงต่ออายุได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด) ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ช่วยลบล้างความสับสน ทำให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ต้องรอกฎหมายใหม่

2. การลงทุนไม่ต่ำกว่า 40,000,000 บาท (ตามมาตรา 96 ทวิ ประมวลกฎหมายที่ดิน)

สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่มีศักยภาพสูง กฎหมายเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้โดยตรง หากปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนที่รัฐบาลกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

  • เงื่อนไขเงินลงทุนที่ถูกต้อง: ต้องนำเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 40,000,000 บาท อัปเดตเงื่อนไขล่าสุดตามกฎหมาย เงินลงทุนดังกล่าวจะต้องดำรงไว้ในสินทรัพย์ที่กำหนดเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี (เพิ่มขึ้นจากเงื่อนไขเดิมที่เคยกำหนดไว้เพียง 3 ปี) เพื่อให้ได้รับสิทธิซื้อที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยขนาดพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่ (หรือ 400 ตารางวา) อนึ่ง หากเป็นการลงทุนเพื่อรับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างแท้จริง จะใช้ฐานกฎหมายตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ซึ่งเป็นคนละช่องทางและมีเงื่อนไขต่างกัน

  • อัปเดตเงื่อนไขล่าสุด: เงินลงทุนดังกล่าวจะต้องดำรงไว้ในสินทรัพย์ที่กำหนดไม่ต่ำกว่า 5 ปี

  • ประเภทการลงทุนที่อนุญาต: เงินจำนวนนี้ต้องนำไปลงทุนในธุรกิจหรือสินทรัพย์ที่กฎหมายกำหนด เช่น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือการลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ

  • สิทธิการครอบครองที่ดิน: เมื่อผ่านเกณฑ์และได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชาวต่างชาติจะได้รับสิทธิให้ซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่เกิน 1 ไร่ (หรือ 400 ตารางวา) ขอย้ำเงื่อนไขอัปเดตให้ชัดเจนว่า ที่ดินขนาดไม่เกิน 1 ไร่ที่ได้สิทธิมานั้น ต้องใช้เพื่อ “การอยู่อาศัย” เท่านั้น ห้ามนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อื่นโดยเด็ดขาด

  • ข้อจำกัดเชิงพื้นที่: ที่ดินดังกล่าวจะต้องตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา เขตเทศบาล หรือทำเลที่กำหนดให้เป็นเขตที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง (ซึ่งพื้นที่หลายส่วนในจังหวัดภูเก็ตเข้าข่ายเงื่อนไขนี้) หากมีการนำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะต้องจำหน่ายที่ดินนั้นออกไป

3. การจัดตั้งบริษัทจำกัดของไทย

การตั้งบริษัทจำกัดของไทยเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่กลุ่มนักลงทุนมักใช้เพื่อซื้อที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการ หรือเพื่อประกอบธุรกิจควบคู่ไปกับการถือครองที่ดิน

  • สัดส่วนการถือหุ้นตามกฎหมาย: บริษัทที่จะสามารถถือครองที่ดินได้ จะต้องมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย โดยต้องมีคนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% ของทุนจดทะเบียน และชาวต่างชาติถือหุ้นได้สูงสุดไม่เกิน 49%

  • คำเตือนความเสี่ยงในการใช้โครงสร้างหุ้น: บริษัทจะถือว่ามีคุณสมบัติคนไทยเมื่อคนต่างด้าวถือหุ้นไม่เกิน 49% ของทุนจดทะเบียน และจำนวนผู้ถือหุ้นต่างด้าวไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด หากมีการใช้โครงสร้าง “หุ้นบุริมสิทธิ” หรือการจัดตั้งกรรมการที่ถูกเจ้าหน้าที่ตีความได้ว่าเป็นการให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวโดยอำพราง (นอมินี) จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 96 และ 113 ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจสั่งจำหน่ายที่ดินแปลงนั้นได้ โครงสร้างนี้จึงมีความเสี่ยงและไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือที่โฆษณาว่าปลอดภัยเบ็ดเสร็จ

  • ข้อควรระวังในการจัดตั้ง: การตั้งบริษัทต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการประกอบธุรกิจอย่างแท้จริง มีการทำบัญชีและเสียภาษีประจำปีอย่างถูกต้อง กรมที่ดินจะมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนจากผู้ถือหุ้นคนไทยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการใช้ตัวแทนอำพราง ดังนั้นเงินลงทุนในส่วนของคนไทยต้องสามารถพิสูจน์ที่มาที่ไปได้จริง


ข้อควรระวังสูงสุด: ทำไมชาวต่างชาติจึงห้ามใช้ “นอมินี” ซื้อที่ดิน?

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดและมีความเสี่ยงสูงสุดที่มักแนะนำ คือการให้ชาวต่างชาติใช้ชื่อคนไทยเป็น “นอมินี” (ตัวแทนอำพราง) เพื่อซื้อที่ดินแทนตนเอง การกระทำเช่นนี้เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่นอกจากจะทำให้การลงทุนสูญเปล่าแล้ว ยังมีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรง

ความเสี่ยงและบทลงโทษทางกฎหมาย:

  • ความผิดทางอาญาที่แยกฐานความผิดชัดเจน: การใช้คนไทยถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวเป็นความผิดทางอาญาสองฐานด้วยกัน คือ 1. ความผิดตามมาตรา 113 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 2. ความผิดตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กรณีถือหุ้นแทนหรืออำพรางเพื่อประกอบธุรกิจที่มิได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้เลิกถือหุ้นนั้น

  • ระเบียบการเนรเทศ พ.ศ. 2569: รัฐบาลได้บังคับใช้ “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569” ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการเนรเทศ ควบคู่ไปกับการกวาดล้างขบวนการนอมินีอย่างเด็ดขาด มิได้เป็นฐานเพิ่มโทษทางอาญา (โดยฐานการเนรเทศอยู่ที่พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 53) เช่น การรายงานข่าวกรณีการตรวจสอบที่ดิน 22 แปลง เนื้อที่ 126 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาท ที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่

  • การถูกบังคับขายที่ดิน: หากอธิบดีกรมที่ดินตรวจสอบพบว่ามีการถือครองแทนกัน ศาลจะมีคำสั่งให้ต้องจำหน่ายที่ดินแปลงนั้นออกไปภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการ อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจสั่งขายทอดตลาดได้ทันที ซึ่งมักจะทำให้ผู้ซื้อขาดทุนมหาศาล
  • ความเสี่ยงจากการถูกหักหลัง: ในทางกฎหมาย ผู้ที่มีชื่อหลังโฉนดคือเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง นอมินีที่เป็นคนไทยมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำ ที่ดินภูเก็ต แปลงนั้นไปขาย จำนอง หรือโอนให้บุคคลอื่นโดยไม่ต้องขออนุญาตจากชาวต่างชาติ และหากคนไทยคนนั้นเสียชีวิต ที่ดินก็จะตกทอดไปยังทายาทของคนไทยทันที

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส การใช้โครงสร้างทางกฎหมายที่ถูกต้องอย่าง ลีสโฮลด์ หรือ การตั้งบริษัทที่ประกอบกิจการจริง จะช่วยปกป้องความมั่งคั่งของท่านได้อย่างยั่งยืนและปราศจากความกังวล


กรณีศึกษา: ชาวต่างชาติแต่งงานกับคนไทย สามารถซื้อบ้านและที่ดินภูเก็ตได้หรือไม่?

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตสำหรับครอบครัวข้ามชาติคือ หากชาวต่างชาติจดทะเบียนสมรสกับชาวไทย จะสามารถซื้อที่ดินสร้างครอบครัวในภูเก็ตได้หรือไม่ คำตอบคือ ทำได้ แต่ที่ดินนั้นจะต้องเป็นสิทธิของคนไทยแต่เพียงผู้เดียว

ตามระเบียบของกรมที่ดิน คู่สมรสชาวไทยสามารถซื้อที่ดินได้ แต่กฎหมายต้องป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติมีส่วนในกรรมสิทธิ์นั้นผ่านสิทธิของความเป็นคู่สมรส (สินสมรส) ดังนั้นในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดิน คู่สมรสทั้งสองฝ่ายจะต้องดำเนินการดังนี้:

  1. การลงนามในหนังสือรับรองร่วมกัน: ทั้งชาวต่างชาติและคนไทยต้องไปปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อเซ็นเอกสารรับรองอย่างเป็นทางการว่า เงินทั้งหมดที่นำมาซื้อ ที่ดินภูเก็ต แปลงนี้ เป็น “สินส่วนตัว” ของคู่สมรสชาวไทยแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่เงินที่เป็นสินสมรส

  2. สถานะของที่ดินหลังการซื้อ: เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว ที่ดินแปลงดังกล่าวจะถือเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสชาวไทย หากในอนาคตเกิดการหย่าร้าง ที่ดินแปลงนี้จะไม่ถูกนำมาแบ่งคนละครึ่งตามหลักสินสมรส แต่จะตกเป็นของคนไทยแต่เพียงผู้เดียว

  3. ทางออกเพื่อความมั่นคง: เพื่อความสบายใจของคู่สมรสชาวต่างชาติที่ร่วมออกเงินซื้อ คู่สมรสชาวไทยสามารถนำที่ดินแปลงดังกล่าวมาจดทะเบียนสิทธิการเช่า (ลีสโฮลด์) ให้แก่คู่สมรสชาวต่างชาติของตนเองได้ หรือจดทะเบียนสิทธิเก็บกิน เพื่อให้ชาวต่างชาติมีสิทธิอยู่อาศัยในบ้านหลังนั้นได้ตลอดชีวิตแม้จะเกิดการหย่าร้างกันในอนาคตก็ตาม


ทรัพย์ศักยภาพ น่าลงทุน โซนภูเก็ต

ขั้นตอนและค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน

การวางแผนด้านงบประมาณเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุน การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมีต้นทุนแฝงที่เกิดจากภาษีและค่าธรรมเนียมของรัฐ ซึ่งมักจะมีการตกลงกันล่วงหน้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายว่าจะรับผิดชอบร่วมกันในสัดส่วนเท่าใด โดยมีรายละเอียดค่าใช้จ่าย ณ วันโอนกรรมสิทธิ์ ดังนี้:

  • ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์: คิดเป็นอัตรา 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์จากกรมที่ดิน (โดยปกติผู้ซื้อและผู้ขายมักจะตกลงจ่ายกันคนละครึ่ง คือฝ่ายละ 1%)

  • ภาษีธุรกิจเฉพาะ: คิดในอัตรา 3.3% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายจริง แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า (ตัวเลขนี้มาจากภาษีธุรกิจเฉพาะ 3% รวมกับภาษีบำรุงท้องถิ่นอีก 0.3%) ภาษีนี้จะเรียกเก็บหากผู้ขายครอบครองที่ดินมาไม่ถึง 5 ปี หรือไม่ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี

  • อากรแสตมป์: คิดในอัตรา 0.5% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายจริง (แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า) จะเรียกเก็บในกรณีที่การซื้อขายนั้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้น จะไม่มีการเก็บซ้ำซ้อน

  • ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย: กรณีที่ผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดา จะคำนวณแบบอัตราก้าวหน้า โดยประเมินจากจำนวนปีที่ถือครองและราคาประเมินของที่ดิน แต่หากผู้ขายเป็นนิติบุคคล จะคิดในอัตรา 1% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายจริง (แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า)

การคำนวณต้นทุนเหล่านี้อย่างแม่นยำ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตั้งราคาซื้อขายและประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตยังคงเปิดกว้างและเต็มไปด้วยศักยภาพสำหรับการเติบโตในระยะยาว การทำความเข้าใจข้อกฎหมายอย่างถ่องแท้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณครอบครองทรัพย์สินได้อย่างถูกต้อง แต่ยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับเงินลงทุนของคุณ การมีที่ปรึกษาทางกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อถือได้คอยดูแลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสอบสถานะที่ดิน ไปจนถึงการร่างสัญญาและการโอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและนำมาซึ่งความสบายใจอย่างแท้จริง


แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

  • ประมวลกฎหมายที่ดิน

  • ฐานเศรษฐกิจ อ้างอิงศูนย์ข้อมูล AREA

  • ข่าวสดออนไลน์

  • ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 96, 96 ทวิ และมาตรา 113

  • พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 540

  • ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569

หากคุณกำลังมองหาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ให้บริการอย่างครบวงจร เราพร้อมเป็นผู้ช่วยในการดูแลการลงทุนของคุณให้เป็นไปอย่างราบรื่น

บริการของเราครอบคลุม:

ทุกบริการที่เกี่ยวข้องกับ นิติกรรม การทำสัญญา และการประเมินราคาทรัพย์ จะได้รับการดูแล แนะนำ และดำเนินการโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและทีมกฎหมายมืออาชีพจาก บริษัทบริหารสินทรัพย์ ในฐานะพันธมิตรโดยตรงของเรา

คุณจึงมั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมผ่าน KS MyHome จะถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส ปลอดภัย และราบรื่นในทุกขั้นตอน

 

ช่องทางการติดต่อ:

  • 📞 โทรศัพท์: 064-169-8979 (คุณเบียร์)

  • 💬 LINE ID: @ksmyhome

  • 📧 Email: info@ksmyhome.com

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer) ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน โดย KS MyHome