สรุปประเด็นสำคัญ
-
การเปลี่ยนที่ดินเป็น ตลาดนัด ต้องขอใบอนุญาตจัดตั้งตลาด และต้องตรวจสอบกฎกระทรวงผังเมืองรวมของแต่ละท้องที่อย่างละเอียด เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีข้อกำหนดระยะร่นและที่จอดรถแตกต่างกัน
-
ปล่อยเช่าที่ดินทำ ตลาดนัด ถือเป็นการใช้ประโยชน์ประเภทพาณิชยกรรม อัตราภาษีที่ดินเริ่มต้น 0.3% (สำหรับฐานมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท) โดยมีเพดานสูงสุดที่ 1.2%
-
รายได้ค่าเช่าที่ดินเพื่อทำ ตลาดนัด หักค่าใช้จ่ายบุคคลธรรมดาแบบเหมาได้ 15% และได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
-
สัญญาเช่าเกิน 3 ปี ต้องจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน โดยมีภาระค่าธรรมเนียมรวมที่ 2.1% (ประกอบด้วยค่าจดทะเบียน 2% และอากรแสตมป์ 0.1%)
การถือครองที่ดินเปล่าในยุคปัจจุบัน หากปล่อยทิ้งร้างไว้ไม่เพียงแต่จะเสียโอกาสในการสร้างรายได้ แต่ยังต้องแบกรับภาระ ภาษีที่ดินว่างเปล่า ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาประเมินในทุกๆ ปี ด้วยเหตุนี้ การนำที่ดินมาพัฒนาหรือปล่อยเช่าจึงเป็นทางออกที่นักลงทุนและเจ้าของที่ดินให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และหนึ่งในรูปแบบการปล่อยเช่าที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือการปล่อยเช่าทำ “ตลาดนัด“ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้คน สร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับทำเลนั้นๆ ได้อย่างก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนที่ดินเปล่าให้กลายเป็นพื้นที่ค้าขายที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน ไม่ได้จบลงแค่การตกลงราคาและรับเงินค่าเช่ารายเดือน แต่ยังมีความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ทั้งในแง่ของข้อกฎหมาย ภาระภาษีที่เปลี่ยนแปลงไป และความเสี่ยงจากการบริหารจัดการของผู้เช่า
บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกทุกมิติของการปล่อยเช่าที่ดินทำ ตลาดนัด แบบหมดเปลือก เพื่อให้เจ้าของที่ดินสามารถก้าวเข้าสู่การลงทุนนี้ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และปิดประตูความเสี่ยงที่จะเกิดข้อพิพาทในอนาคต
เช็กข้อกฎหมายเบื้องต้น: ปล่อยที่ดินทำ “ตลาดนัด” ใครต้องรับผิดชอบใบอนุญาต?
สิ่งแรกที่เจ้าของที่ดินต้องตระหนักคือ การรวมตัวของร้านค้าและผู้คนจำนวนมาก ย่อมอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข ซึ่งกำหนดให้การจัดตั้งตลาดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเสียก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่จะมีความสะอาด ปลอดภัย และไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ชุมชน
ตลาดประเภทที่ 1 เทียบกับ ประเภทที่ 2 ต่างกันอย่างไร? และใครเป็นผู้ขอรับใบอนุญาต
ตามกฎกระทรวงว่าด้วยสุขลักษณะของตลาดซึ่งออกตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข ได้แบ่งลักษณะของตลาดออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีผลต่อการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและขั้นตอนการขออนุญาต ดังนี้:
-
ตลาดประเภทที่ 1 (ตลาดที่มีโครงสร้างถาวร): คือตลาดที่มีการก่อสร้างอาคารหรือโครงสร้างอย่างถาวร มีการเปิดขายเป็นประจำ มักต้องมีการลงทุนสูงในการทำระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบระบายอากาศ และโครงสร้างหลังคาที่ได้มาตรฐาน
-
ตลาดประเภทที่ 2 (ตลาดนัดชั่วคราว หรือไม่มีโครงสร้างถาวร): คือพื้นที่ที่จัดให้มีการชุมนุมเพื่อจำหน่ายสินค้าเป็นครั้งคราว หรือเปิดขายเป็นประจำแต่ไม่มีโครงสร้างอาคารแบบถาวร (เช่น การตั้งเต็นท์ กางร่ม หรือตั้งโต๊ะพับ) ซึ่ง ตลาดนัด ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในหมวดหมู่นี้ ตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ได้ระบุชัดเจนว่า ตลาดนัดที่ไม่มีโครงสร้างถาวร หรือตลาดชั่วคราว ก็ยังต้องขอ “ใบอนุญาตจัดตั้งตลาด” จาก อบต. หรือ เทศบาล ในพื้นที่นั้นๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ความชัดเจนระหว่างภาระของผู้ให้เช่าและผู้จัดตลาดนัด: ในทางปฏิบัติ “ผู้จัดตั้งตลาด” (ผู้เช่า) จะต้องเป็นผู้ดำเนินการขอรับใบอนุญาตจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เช่น สำนักงานเขต หรือเทศบาล) แต่ในฐานะ “เจ้าของที่ดิน” (ผู้ให้เช่า) คุณจะต้องออก หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ เพื่อประกอบการยื่นคำขอ ดังนั้น เจ้าของที่ดินควรระบุให้ชัดเจนในสัญญาเช่าว่า ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องดำเนินการขอใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วยตนเอง และต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมรวมถึงค่าปรับต่างๆ หากเกิดการฝ่าฝืน
ข้อกำหนดผังเมืองและสิ่งแวดล้อม: ที่ดินสีไหนจัดตั้งตลาดนัดได้บ้าง?
ก่อนที่จะเซ็นสัญญาปล่อยเช่า คุณต้องตรวจสอบ โซนนิ่งผังเมือง (การใช้ประโยชน์ที่ดิน) ในพื้นที่ของคุณเสียก่อน เพราะไม่ใช่ทุกที่ดินจะสามารถเปิดตลาดนัดได้ตามใจชอบ
-
ตรวจสอบข้อกำหนดผังเมือง: ที่ดินที่เหมาะสมที่สุดมักอยู่ในเขตพื้นที่สีแดง (พาณิชยกรรม) หรือพื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) หากที่ดินของคุณอยู่ในพื้นที่สีเขียว (เกษตรกรรม) หรือสีเขียวลาย (อนุรักษ์ชนบท) อาจมีข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่ก่อสร้างหรืออาจห้ามประกอบกิจการเชิงพาณิชย์บางประเภทโดยเด็ดขาด
-
ระยะร่นและพื้นที่จอดรถ: ตามกฎกระทรวง ต้องตรวจสอบกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมของท้องที่นั้นเป็นรายฉบับ เนื่องจากข้อกำหนดต่างๆ ไม่ใช่หลักเกณฑ์กลางที่ใช้เหมือนกันทั่วประเทศ การจัดพื้นที่ค้าขายจะต้องคำนึงถึงระยะร่นจากถนนสาธารณะ ทางเข้า-ออกที่กว้างขวางเพียงพอเพื่อไม่ให้รถติดขัดสะสมบนถนนหลัก และที่สำคัญคือ สัดส่วนพื้นที่จอดรถ ซึ่งต้องมีเพียงพอรองรับผู้มาใช้บริการ หากที่ดินมีขนาดเล็กเกินไปจนจัดสรรที่จอดรถไม่ได้ ผู้เช่าอาจไม่สามารถขอใบอนุญาตจัดตั้งตลาดได้สำเร็จ
ภาระภาษีที่เจ้าของที่ดินต้องจ่าย เมื่อเปลี่ยนที่ดินเปล่าเป็น “ตลาดนัด”
เมื่อลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินเปลี่ยนไป ภาระภาษีที่เจ้าของที่ดินต้องรับผิดชอบย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นี่คือจุดหลุมพรางที่เจ้าของที่ดินหลายคนพลาด จนทำให้รายได้จากค่าเช่าหดหายไปกับกลไกทางภาษี
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทพาณิชยกรรม: ใครจ่ายและคำนวณอย่างไร?
ทันทีที่คุณปล่อยเช่าที่ดินเพื่อทำตลาดนัด การประเมินภาษีจะเปลี่ยนจากการใช้ประโยชน์ประเภท “ที่ดินรกร้างว่างเปล่า” หรือ “เกษตรกรรม” มาเป็น “การใช้ประโยชน์ประเภทอื่นๆ (พาณิชยกรรม)” ทันที
-
อัตราภาษีที่เปลี่ยนแปลง: โครงสร้างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอัปเดตล่าสุด ระบุว่าหากปล่อยทิ้งร้าง ภาษีจะเริ่มต้นที่ 0.3% และเพิ่ม 0.3% ทุกๆ 3 ปี (สูงสุด 3%) แต่หากปล่อยเช่าทำตลาดนัด จะถูกประเมินเป็นเชิงพาณิชย์ อัตราภาษีจะเริ่มต้นที่ 0.3% ตามมูลค่าฐานภาษี แม้อัตราภาษีพาณิชยกรรมจะเริ่มต้นที่ 0.3 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าฐานภาษี (ราคาประเมินทุนทรัพย์) อัตรา 0.3% นี้จะใช้กับฐานภาษีที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยมีเพดานภาษีสูงสุดไม่เกิน 1.2% ซึ่งจุดแตกต่างสำคัญคือ การปรับเพิ่มขึ้นจนถึง 3% นั้นจะบังคับใช้เฉพาะกับกรณีที่ดินรกร้างที่ถูกทิ้งไว้ต่อเนื่องเท่านั้น ซึ่งอาจดูใกล้เคียงกับที่ดินรกร้างในช่วงแรก แต่สำหรับที่ดินที่มีมูลค่าสูง ภาระภาษีส่วนนี้จะกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ต่อปี
-
การระบุในสัญญา: เพื่อป้องกันปัญหาการรับภาระภาษีที่สูงขึ้น เจ้าของที่ดินระดับมืออาชีพมักจะ ระบุในสัญญาเช่าอย่างชัดเจนว่า “ผู้เช่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีตลอดอายุสัญญา อย่างไรก็ตามในประเด็นทางกฎหมาย ขอเพิ่มเติมข้อแนะนำทางนิติศาสตร์ว่า แม้เจ้าของที่ดินจะสามารถระบุในสัญญาเช่าให้ผู้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบชำระภาษีแทนตนได้ แต่ในทางกฎหมายแพ่ง หากผู้เช่าเบี้ยวจ่าย รัฐก็ยังคงมาทวงกับเจ้าของที่ดิน ผู้มีชื่อในโฉนดอยู่ดี ดังนั้นควรมีมาตรการเงินประกันเผื่อเอาไว้ด้วย หรือหากเจ้าของที่ดินเป็นผู้จ่ายเอง ก็ควรคำนวณบวกเพิ่มเข้าไปในอัตราค่าเช่ารายเดือนเรียบร้อยแล้ว
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5 เปอร์เซ็นต์ จากค่าเช่าที่ดิน
รายได้จากค่าเช่าถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) ซึ่งเจ้าของที่ดินมีหน้าที่ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปี
-
การหักค่าใช้จ่าย: ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด.90 สำหรับรายได้ทั้งปี หรือ ภ.ง.ด.94 สำหรับครึ่งปี) กฎหมายอนุญาตให้คุณเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30 เปอร์เซ็นต์ หรือหักตามค่าใช้จ่าย สำหรับที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตร อย่างเช่นการปล่อยเช่าทำตลาดนัด จะสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 15% หรือหักตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง (หากมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน)
-
หน้าที่ของผู้เช่า (กรณีผู้เช่าเป็นนิติบุคคล): หากผู้ที่มาขอเช่าทำ ตลาดนัด เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้เช่าจะมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้อง หักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 5 เปอร์เซ็นต์ จากค่าเช่าที่คุณได้รับในแต่ละเดือน โดยรายได้จากค่าเช่าที่ดินนี้ ผู้ให้เช่าต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% กรณีผู้เช่าเป็นนิติบุคคล และต้องนำรายได้นี้ไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90) ด้วย พร้อมทั้งออก “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ)” ให้คุณเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อนำไปเครดิตภาษีตอนสิ้นปี
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 เปอร์เซ็นต์: ค่าเช่าที่ดินเปล่า ได้รับยกเว้นหรือต้องเสียภาษี?
ประเด็นเรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
-
ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดินเปล่า): ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81(1)(ต) การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น หากคุณปล่อยเช่า “ที่ดินเปล่า” เพียงอย่างเดียว แม้รายได้จะเกิน 1,800,000 บาทต่อปี คุณก็ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
-
ระวังกับดัก “การให้บริการ”: หากสัญญาของคุณไม่ได้มีแค่การให้เช่าที่ดิน แต่รวมถึงการให้บริการอื่นๆ เช่น มีการจัดรปภ. ดูแลความปลอดภัย มีพนักงานทำความสะอาด หรือมีการให้เช่าเต็นท์ โครงสร้างเหล็ก รวมถึงการให้บริการน้ำ-ไฟ สิ่งเหล่านี้จะถูกตีความว่าเป็นการ “ให้บริการ” ซึ่งไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หากรายได้ส่วนนี้เกิน 1,800,000 บาทต่อปี เจ้าของที่ดินจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทันที
-
ข้อแนะนำ: ควรแยกสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ และ สัญญาให้บริการ ออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อการบริหารจัดการภาษีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อควรระวังใน “สัญญาเช่าที่ดินทำตลาดนัด” ร่างอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง?
สัญญาเช่าคือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าของที่ดิน การใช้สัญญาเช่าแบบสำเร็จรูปที่ซื้อตามร้านเครื่องเขียนอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงที่เกิดจากธุรกิจ ตลาดนัด ที่มีความซับซ้อนเฉพาะตัว
เช่าเกิน 3 ปี ต้องจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน: ข้อบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
การลงทุนทำตลาดนัดมักต้องใช้เวลาในการคืนทุน ผู้เช่าส่วนใหญ่จึงมักขอทำสัญญาระยะยาวตั้งแต่ 3 ถึง 5 ปีขึ้นไป สิ่งที่เจ้าของที่ดินต้องรู้คือ:
-
ผลทางกฎหมาย: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เกินกว่า 3 ปีขึ้นไป จะต้องทำเป็นหนังสือและนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน
-
หากไม่ไปจดทะเบียน: แม้คุณจะทำสัญญาและเซ็นชื่อตกลงกัน 5 ปี แต่หากไม่ไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน สัญญานั้นจะมีผลบังคับใช้ฟ้องร้องในศาลได้เพียงแค่ 3 ปีแรกเท่านั้น
-
ค่าธรรมเนียม: การจดทะเบียนการเช่าจะมีค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน 2% และอากรแสตมป์ 0.1 เปอร์เซ็นต์ ของค่าเช่าตลอดอายุสัญญา รวมเป็นยอดค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระทั้งสิ้น 2.1% ซึ่งในสัญญาควรระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ (นิยมตกลงให้ผู้ให้เช่าและผู้เช่าออกกันคนละครึ่ง หรือผู้เช่าเป็นผู้ออกทั้งหมด)
การจัดการมลพิษ ขยะ กลิ่น เสียง และความรับผิดชอบต่อชุมชนรอบข้าง
ตลาดนัด เป็นธุรกิจที่สร้างขยะและของเสียในปริมาณมหาศาล หากบริหารจัดการไม่ดี ปัญหาจะตกกลับมาที่เจ้าของที่ดินในรูปแบบของการถูกร้องเรียนจากเพื่อนบ้านหรือชุมชนใกล้เคียง
-
กำหนดเงื่อนไขความสะอาดอย่างเด็ดขาด: ในสัญญาต้องระบุหน้าที่ของผู้เช่าในการจัดการขยะมูลฝอย ระบบดักไขมันจากร้านอาหาร และการบำบัดน้ำเสีย ห้ามปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยตรง
-
บทปรับและการส่งคืนพื้นที่: ควรกำหนดบทปรับหากมีการร้องเรียนจากชุมชนเนื่องจากกลิ่นหรือเสียงรบกวน และที่สำคัญที่สุดคือ เงื่อนไขการฟื้นฟูสภาพที่ดิน เมื่อสิ้นสุดสัญญา ผู้เช่าจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เทพื้น ปรับหน้าดิน และขนย้ายขยะออกไปให้พ้นพื้นที่ มิเช่นนั้นผู้ให้เช่ามีสิทธิ์ริบเงินประกันความเสียหายได้
เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา กรณีผู้เช่านำที่ดินไปทำผิดกฎหมายหรือปล่อยทิ้งร้าง
เพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินของคุณตกเป็นเครื่องมือในการทำผิดกฎหมาย สัญญาเช่าควรมี ข้อสงวนสิทธิ์ หรือเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาที่เฉียบขาด
-
ห้ามทำผิดกฎหมายเด็ดขาด: ระบุให้ชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้นำพื้นที่ไปใช้ในการพนัน ค้าของเถื่อน ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสิ่งเสพติด หากพบเห็น ผู้ให้เช่ามีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
-
สิทธิ์ในการระงับการเช่า: หากผู้เช่าค้างชำระค่าเช่าติดต่อกัน ควรกำหนดสิทธิ์ให้เจ้าของที่ดินสามารถระงับการใช้พื้นที่ สามารถริบ เงินประกันความเสียหาย (เงินมัดจำ) และมีสิทธิ์ในการเข้าครอบครองพื้นที่คืนได้ (ควรปรึกษาทนายความเพื่อร่างข้อความส่วนนี้ไม่ให้ขัดต่อกฎหมายและไม่ให้กลเป็นการบุกรุกพื้นที่ของผู้เช่า)
-
เรื่องของการช่วงเช่า: ธุรกิจตลาดนัดคือการที่ผู้เช่าหลักนำพื้นที่ไปแบ่งล็อกให้พ่อค้าแม่ค้าเช่าช่วงต่อ สัญญาของคุณจึงต้อง อนุญาตให้ผู้เช่าสามารถนำที่ดินไปให้เช่าช่วงได้ แต่ต้องจำกัดขอบเขตให้ชัดเจนว่าต้องเป็นการให้เช่าเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำตลาดเท่านั้น
สรุปข้อคิดสำหรับเจ้าของที่ดิน: เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็น “ตลาดนัด” คุ้มค่าจริงไหม?
การเปลี่ยนที่ดินเปล่าเป็น ตลาดนัด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยม หากคุณมีการวางแผนและคัดกรองผู้เช่าที่มีความเป็นมืออาชีพ อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมทั้งหมด ลองพิจารณาตามรายการตรวจสอบด้านล่างนี้
รายการตรวจสอบ (เช็กลิสต์) สั้นๆ สำหรับเจ้าของที่ดินก่อนจรดปากกาเซ็นสัญญา:
-
ตรวจสอบผู้เช่า: ผู้เช่ามีประสบการณ์ทำตลาดนัดมาก่อนหรือไม่? มีแผนผังการจัดโซนและที่จอดรถชัดเจนหรือไม่?
-
ตรวจสอบภาษี: ระบุในสัญญาชัดเจนแล้วใช่ไหมว่าใครจ่ายภาษีที่ดินประจำปี? และมีการบริหารจัดการเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างรัดกุมหรือไม่?
-
ตรวจสอบการจัดการ: มีมาตรการจัดการขยะ น้ำเสีย และการรักษาความปลอดภัยที่ชัดเจนแนบมากับสัญญาหรือไม่?
-
ตรวจสอบระยะเวลา: หากเช่าเกิน 3 ปี ได้ตกลงเรื่องการไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินและตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมกันเรียบร้อยแล้วหรือยัง?
การประเมินความเสี่ยงเพื่อความยั่งยืน ในฐานะเจ้าของที่ดิน คุณต้องมองข้ามตัวเลขค่าเช่ารายเดือน และมองให้ลึกถึง ความยั่งยืนของมูลค่าที่ดิน ในระยะยาว การมีตลาดนัดที่ดีและสะอาดจะช่วยยกระดับชุมชนและเพิ่มมูลค่าราคาประเมินที่ดินของคุณในอนาคต แต่ในทางกลับกัน หากปล่อยให้ตลาดนัดกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรม นอกจากจะสร้างความปวดหัวเรื่องข้อร้องเรียนแล้ว ยังอาจทำให้มูลค่าของทำเลนั้นลดลงในสายตาของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น
การใช้บริการทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อร่างสัญญาเช่าที่รัดกุม แม้จะมีค่าใช้จ่ายในตอนต้น แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดที่จะช่วยปกป้องสินทรัพย์มูลค่าหลักล้านไปจนถึงหลักร้อยล้านของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แหล่งที่มาของข้อมูล:
หากคุณกำลังมองหาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ให้บริการอย่างครบวงจร เราพร้อมเป็นผู้ช่วยในการดูแลการลงทุนของคุณให้เป็นไปอย่างราบรื่น
บริการของเราครอบคลุม:
ทุกบริการที่เกี่ยวข้องกับ นิติกรรม การทำสัญญา และการประเมินราคาทรัพย์ จะได้รับการดูแล แนะนำ และดำเนินการโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและทีมกฎหมายมืออาชีพจาก บริษัทบริหารสินทรัพย์ ในฐานะพันธมิตรโดยตรงของเรา
คุณจึงมั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมผ่าน KS MyHome จะถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส ปลอดภัย และราบรื่นในทุกขั้นตอน
ช่องทางการติดต่อ:
-
📞 โทรศัพท์: 064-169-8979 (คุณเบียร์)
-
💬 LINE ID: @ksmyhome
-
📧 Email: info@ksmyhome.com
